เมตา ยอมรับโฆษณาฉ้อโกงจากจีน และหาเงินพันล้านจากมัน

เมต้า ยอมรับโฆษณาหลอกลวงจากจีน สร้างรายได้พันล้านดอลลาร์

เมต้า แพลตฟอร์มส์ เจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม กำลังเผชิญข้อกล่าวหาว่าปล่อยปละละเลยโฆษณาหลอกลวงจากเครือข่ายจีนจำนวนมาก ซึ่งสร้างความเสียหายให้ผู้บริโภคทั่วโลก แต่เมต้ากลับได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากการโฆษณาเหล่านี้ รายงานการสืบสวนจากเดอร์ ชปิเกิล (Der Spiegel) และคณะกรรมการนักข่าวสืบสวนนานาชาติ (ICIJ) ในโครงการ “China Targets” เผยให้เห็นว่า เมต้าปล่อยให้โฆษณาเหล่านี้แพร่กระจายอย่างกว้างขวาง โดยไม่มีการตรวจสอบที่เข้มงวด

เครือข่ายหลอกลวงเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน โดยเฉพาะบริษัท Shenzhen Yiqunzhijia Technology Co., Ltd. ซึ่งดำเนินการร้านค้าปลอมหลายพันแห่งบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม โฆษณาเหล่านี้มักโฆษณาสินค้าหรูหรา เช่น กระเป๋าแบรนด์ชื่อดัง รองเท้ากีฬา และเครื่องประดับ แต่เมื่อลูกค้าสั่งซื้อ พวกเขาจะได้รับสินค้าปลอมราคาถูกหรือสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ เช่น กระเป๋าที่เย็บไม่เรียบร้อย หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานไม่ได้ นักข่าว ICIJ ทดลองสั่งซื้อสินค้าจากโฆษณาเหล่านี้ และพบว่าสินค้าที่ส่งมานั้นตรงข้ามกับที่โฆษณาไว้โดยสิ้นเชิง

กลยุทธ์หลักของมิจฉาชีพเหล่านี้คือ “ดรอปชิปปิ้ง” (drop-shipping) ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่ผู้ขายไม่ต้องสต็อกสินค้า แต่ส่งคำสั่งซื้อไปยังผู้ผลิตโดยตรง อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ พวกเขานำเสนอภาพโฆษณาที่สวยงามเกินจริงเพื่อดึงดูดผู้บริโภค โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา รายงานระบุว่า Shenzhen Yiqunzhijia ใช้บัญชีโฆษณากว่า 1,000 บัญชี สร้างโฆษณามากกว่า 318,000 ชิ้น ในช่วงปี 2565-2566 โดยมียอดเข้าชมรวมกว่า 4.7 พันล้านครั้ง และสร้างรายได้จากการโฆษณาให้เมต้ามากกว่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายอื่นๆ เช่น Huizhou ZECHENG E-commerce Co., Ltd. และ Dongguan Tuoyi Information Technology Co., Ltd. ซึ่งใช้กลยุทธ์คล้ายกัน โดยทั้งหมดเชื่อมโยงกันผ่านโครงสร้างบริษัทในเซินเจิ้น รายงานจาก ICIJ วิเคราะห์ข้อมูลโฆษณาจำนวนมหาศาล โดยใช้เครื่องมือ AI เพื่อตรวจสอบรูปแบบการโฆษณาที่ซ้ำซากและภาพสินค้าที่เหมือนกัน พบว่ามีโฆษณาหลอกลวงจากจีนกว่า 1 ล้านชิ้นบนแพลตฟอร์มของเมต้า ซึ่งสร้างรายได้รวมกว่า 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับเมต้า

ระบบตรวจสอบโฆษณาของเมต้าถูกวิจารณ์อย่างหนัก เมต้าใช้ AI ในการตรวจสอบโฆษณาเบื้องต้น แต่ระบบนี้ล้มเหลวในการตรวจจับโฆษณาหลอกลวง โดยเฉพาะที่ใช้ภาพ AI-generated หรือข้อความที่หลบเลี่ยงกฎเกณฑ์ เมื่อผู้ใช้รายงานโฆษณาเหล่านี้ มักไม่มีการดำเนินการที่รวดเร็ว พนักงานตรวจสอบมนุษย์ของเมต้ามีจำนวนจำกัด เพียง 15,000 คนทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงพอต่อปริมาณโฆษณาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายงานระบุว่าเมต้าได้รับรายได้จากโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับจีนประมาณ 25 พันล้านยูโรในปี 2566 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 25% ของรายได้รวมทั้งหมด 132 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมต้ายอมรับปัญหานี้ในระดับหนึ่ง โดยระบุว่าพวกเขาลบโฆษณาที่ละเมิดนโยบายไปแล้วกว่า 2 พันล้านชิ้นในปีที่แล้ว และลงทุนใน AI เพื่อปรับปรุงระบบ อย่างไรก็ตาม นักข่าวพบว่าบริษัทหลอกลวงเหล่านี้สามารถสร้างบัญชีใหม่ได้อย่างรวดเร็วหลังจากถูกแบน ทำให้ปัญหายังคงวนเวียน ตัวอย่างเช่น บัญชีของ Shenzhen Yiqunzhijia ถูกแบนหลายครั้ง แต่กลับปรากฏใหม่ภายใต้ชื่อใหม่

ในระดับกฎระเบียบ สหภาพยุโรป (EU) กำลังสอบสวนเมต้าในข้อหาละเมิด Digital Services Act (DSA) ซึ่งกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องป้องกันเนื้อหาที่เป็นอันตราย ในสหรัฐอเมริกา มีการร้องเรียนจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้น โดย Federal Trade Commission (FTC) กำลังติดตามกรณี defrauding ผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่ได้รับการชดเชย เนื่องจากผู้ขายใช้ข้อมูลปลอมและหลบเลี่ยงการติดตาม

รายงานนี้เน้นย้ำถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของเมต้า ซึ่งพึ่งพารายได้จากโฆษณาเป็นหลัก (97% ของรายได้ทั้งหมด) การยอมรับโฆษณาจากจีนช่วยเพิ่มตัวเลขผู้ใช้งานและรายได้ แต่สร้างความเสี่ยงต่อชื่อเสียงและความไว้วางใจของผู้ใช้ นักวิจารณ์เรียกร้องให้มีมาตรการเข้มงวดยิ่งขึ้น เช่น การตรวจสอบตัวตนผู้ลงโฆษณาและการแบ่งปันข้อมูลกับหน่วยงานกำกับดูแล

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมต้าเคยถูกวิจารณ์จากโฆษณายาเท้าและสินค้าปลอมในอดีต แต่กรณีจีนนี้มีขนาดใหญ่กว่า เนื่องจากโครงข่ายอุตสาหกรรมที่ซับซ้อน รายงานจาก ICIJ ยังเชื่อมโยงกับปัญหาการค้าปลอมในจีน ซึ่งรัฐบาลจีนเพิกเฉยเพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล

เมต้าต้องเผชิญทางเลือกระหว่างผลกำไรระยะสั้นและความรับผิดชอบระยะยาว หากไม่ปรับปรุงระบบ การหลอกลวงเหล่านี้อาจนำไปสู่การลงโทษทางกฎหมายและการสูญเสียผู้ใช้จำนวนมาก

(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)