กูเกิลล็อกพลังงานสำรองใหม่สำหรับการขยายเอไอ

กูเกิลล็อกแหล่งพลังงานใหม่เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์

กูเกิลได้ประกาศข้อตกลงสำคัญกับบริษัท Kairos Power เพื่อจัดหาไฟฟ้าจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดโมดูลเล็ก (Small Modular Reactors: SMRs) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการรับมือกับความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัท ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมกำลังการผลิตสูงสุด 500 เมกะวัตต์ (MW) โดยเครื่องปฏิกรณ์เครื่องแรกคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2573 (ค.ศ. 2030) และตามด้วยเครื่องปฏิกรณ์เพิ่มเติมอีก 6 เครื่องภายในปี 2588 (ค.ศ. 2035)

ข้อตกลงนี้ถือเป็นการลงทุนครั้งแรกของกูเกิลในเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง โดย Kairos Power กำลังพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์แบบหลอมละลายเกลือฟลูออไรด์ที่เย็นด้วยอุณหภูมิสูง (Fluoride Salt-Cooled High-Temperature Reactors: KP-FHR) ซึ่งมีกำลังการผลิตเริ่มต้นที่ 35 MW ต่อเครื่อง และสามารถขยายขนาดได้ตามความต้องการ เทคโนโลยีนี้ใช้เกลือฟลูออไรด์หลอมละลายเป็นตัวถ่ายเทความร้อน โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 650 องศาเซลเซียส ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการดำเนินงาน Kairos Power ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ เช่น สำนักงานพลังงานปรมาณู (Department of Energy) และกำลังก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์ทดสอบ Hermes demonstration reactor ในรัฐเทนเนสซี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ในปี 2569 (ค.ศ. 2026)

โจ คาวา รองประธานฝ่ายศูนย์ข้อมูลของกูเกิล ระบุว่า “เราต้องการแหล่งพลังงานสะอาดที่มั่นคงและสามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ เพื่อตอบสนองความต้องการของศูนย์ข้อมูล AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว” ความต้องการพลังงานดังกล่าวเกิดจากการขยายตัวของโมเดล AI ขนาดใหญ่ เช่น Gemini ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาลในการฝึกฝนและใช้งานศูนย์ข้อมูลของกูเกิลทั่วโลกใช้พลังงานรวมกว่า 20 กิกะวัตต์ (GW) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า

นอกจากข้อตกลงกับ Kairos Power แล้ว กูเกิลยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์การจัดหาพลังงานหมุนเวียนผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreements: PPAs) ในปี 2567 (ค.ศ. 2024) บริษัทได้ประกาศ PPAs กว่า 2.3 GW รวมถึงข้อตกลงกับ Atmosphere Solar, D.E. Shaw Renewable Investments สำหรับโครงการโซลาร์ 860 MW พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน และข้อตกลงกับ Intersect Power และ TPG Rise Climate สำหรับโครงการโซลาร์และลมรวม 1.9 GW ที่มาพร้อมระบบกักเก็บพลังงานเพื่อให้พลังงานมั่นคงตลอดเวลา

กลยุทธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของกูเกิลในการบรรลุพลังงานคาร์บอนฟรีแบบ 24/7 ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ซึ่งหมายถึงการให้พลังงานที่ปราศจากคาร์บอนในทุกชั่วโมงของทุกวันให้สอดคล้องกับการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูล ปัจจุบันกูเกิลเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยในปี 2566 (ค.ศ. 2023) บริษัทสามารถจับคู่พลังงานหมุนเวียนกับการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูลได้ 64% แต่การเติบโตของ AI ทำให้ต้องหันไปพึ่งพาแหล่งพลังงานฐาน (baseload) อย่างนิวเคลียร์ ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ

การตัดสินใจของกูเกิลสะท้อนแนวโน้มในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่กำลังแข่งขันกันแย่งชิงแหล่งพลังงานสะอาดเพื่อรองรับ AI ตัวอย่างเช่น ไมโครซอฟต์ได้ลงนามข้อตกลงกับ Constellation Energy เพื่อรีสตาร์ทเครื่องปฏิกรณ์ Three Mile Island Unit 1 ในเพนซิลเวเนีย และอเมซอนลงทุนใน X-energy ซึ่งเป็นผู้พัฒนา SMRs เช่นกัน ขณะที่เมตาและออเรนจ์ (Orange) กำลังสำรวจเทคโนโลยีคล้ายกัน ความต้องการพลังงานจาก AI คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 160% ภายในปี 2570 (ค.ศ. 2027) ตามรายงานของ Goldman Sachs ซึ่งทำให้รัฐบาลและเอกชนต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

ข้อตกลงกับ Kairos Power ไม่เพียงช่วยให้กูเกิลลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์รุ่นใหม่ที่ปลอดภัยและมีต้นทุนต่ำกว่าเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม SMRs มีข้อดีในด้านการก่อสร้างที่รวดเร็ว การควบคุมต้นทุน และความยืดหยุ่นในการติดตั้งใกล้ศูนย์ข้อมูล ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานจากการส่งผ่าน Kairos Power วางแผนที่จะผลิตเครื่องปฏิกรณ์จำนวนมากในโรงงาน ซึ่งคล้ายกับการผลิตเครื่องบิน สามารถลดต้นทุนลงได้กว่า 50% เมื่อเทียบกับโครงการนิวเคลียร์แบบเดิม

อย่างไรก็ตาม การนำ SMRs มาใช้ยังเผชิญความท้าทาย เช่น การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล การหาเชื้อเพลิงยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง (HALEU) และการยอมรับจากชุมชนท้องถิ่น แต่กูเกิลมองว่านี่คือส่วนสำคัญในการบรรลุความยั่งยืน โดยบริษัทได้ลงทุนในโครงการนิวเคลียร์อื่นๆ ผ่านหน่วยทุนเสี่ยง เช่น Oklo และ TerraPower ของบิล เกตส์

สรุปแล้ว การล็อกแหล่งพลังงานใหม่ของกูเกิลไม่เพียงตอบโจทย์การขยาย AI แต่ยังเป็นตัวอย่างของการผสานเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูงเข้ากับยุทธศาสตร์ธุรกิจ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

(จำนวนคำประมาณ 750 คำ)

This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)