เมื่อสหรัฐอเมริกาเรียกร้องการเซ็นเซอร์ ไม่ใช่เพียงการแสดงละคร
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคน ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการเซ็นเซอร์แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างเทเลแกรมอย่างเปิดเผย โดยอ้างถึงปัญหาการแทรกแซงของรัสเซียและจีนในสงครามยูเครน การเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงคำขู่สุญญากาศ หากแต่มาพร้อมกับเครื่องมือทางกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคที่สหรัฐฯ ถือครองอย่างเหนียวแน่น ซึ่งสามารถบังคับใช้ได้จริง
บลิงเคนประกาศในที่ประชุมสุดยอดเทคโนโลยีเพื่อประชาธิปไตย (Summit for Democracy) เมื่อปลายเดือนเมษายน ว่า เทเลแกรมกำลังถูกใช้โดยรัฐบาลรัสเซียในการโฆษณาชวนเชื่อและหลอกลวง ขณะที่เจ้าของแพลตฟอร์มอย่างปาเวล ดูโรฟ ปฏิเสธที่จะเซ็นเซอร์ผู้ใช้ การเรียกร้องนี้ขยายวงไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น X (ทวิตเตอร์เดิม) และ TikTok โดยบลิงเคนย้ำว่า สหรัฐฯ จะใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีเพื่อต่อสู้กับการแทรกแซงดังกล่าว
สิ่งที่ทำให้คำขู่เหล่านี้มีน้ำหนักคือ การที่สหรัฐฯ ควบคุมโครงสร้างพื้นฐานหลักของอินเทอร์เน็ตโลก โดยเฉพาะบริการ DNS และ CDN อย่าง Cloudflare ซึ่งรองรับกว่า 20% ของเว็บไซต์ทั้งหมด หาก Cloudflare ตัดการเชื่อมต่อ แพลตฟอร์มจะเข้าถึงผู้ใช้ได้ยากขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังครองอิทธิพลเหนือระบบการชำระเงินผ่าน Visa และ Mastercard รวมถึง Apple App Store และ Google Play Store ซึ่งสามารถบล็อกการดาวน์โหลดแอปได้ทันที
ตัวอย่างในอดีตยืนยันถึงประสิทธิภาพของกลยุทธ์นี้ ในปี 2010 ไวซ์บล็อกเกอร์ (WikiLeaks) ถูกตัดการเข้าถึงจาก PayPal, Visa, Mastercard และธนาคารหลายแห่ง ส่งผลให้ขาดเงินทุนสนับสนุน ในปีเดียวกัน Pirate Bay ถูกกดดันผ่านการจับกุมผู้ก่อตั้งและการตัดบริการจาก hosting providers ปี 2011 Backpage.com ถูกปิดตัวลงหลังถูกกล่าวหาว่าเอื้อต่อการค้าประเวณีเด็ก โดย FBI ยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 15 ล้านดอลลาร์
กรณีล่าสุดคือ Rumble แพลตฟอร์มวิดีโอที่ถูก Cloudflare ตัดการเชื่อมต่อในปี 2021 หลังถูกกดดันจากทางการแคนาดา แต่ Cloudflare ยอมรับว่าตนเองเป็น “ผู้พิทักษ์เสรีภาพในการแสดงออก” ก่อนจะกลับมาให้บริการอีก ขณะที่ Telegram ถูกแบนจาก Apple App Store ในบราซิลชั่วคราวในปี 2022 เนื่องจากไม่ยอมลบช่องทางที่เผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ รัฐบาลไบเดนยังออกกฎหมายที่เพิ่มแรงกดดัน เช่น RESTRICT Act ในปี 2023 ซึ่งมอบอำนาจให้รัฐมนตรีพาณิชย์ห้ามอุปกรณ์หรือบริการจากต่างประเทศที่คุกคามความมั่นคงแห่งชาติ โดยมุ่งเป้าไปที่ TikTok แต่สามารถขยายไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ ได้ คำสั่งบริหารของไบเดนในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ยังกำหนดให้หน่วยงานรัฐบาลใช้เฉพาะอุปกรณ์ที่ปลอดภัยจากภัยคุกคามต่างชาติ
ในยุโรป สหภาพยุโรป (EU) กำลังดำเนินการตามพระราชบัญญัติบริการดิจิทัล (Digital Services Act: DSA) ซึ่งมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ (VLOPs) ต้องปราบปรามเนื้อหาที่ผิดกฎหมายภายใน 24 ชม. หากไม่ปฏิบัติตาม จะถูกปรับสูงสุด 6% ของรายได้ทั่วโลก X ของอีลอน มัสก์ ถูกปรับ 8 ล้านยูโรในเดือนสิงหาคม 2024 เนื่องจากไม่ปิดกั้นบัญชีที่เผยแพร่การจลาจลในสหราชอาณาจักร
DSA ยังกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องรายงานข้อมูลผู้ใช้ต่อทางการ หากเนื้อหานั้นถูกมองว่าเป็น “ความเสี่ยงสูง” เช่น การแทรกแซงเลือกตั้งหรือการโฆษณาชวนเชื่อ สหภาพยุโรปได้ลงนามข้อตกลงกับสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับเนื้อหาที่เป็นอันตราย
การรวมตัวระหว่างสหรัฐฯ และ EU ทำให้เกิด “แนวร่วมข้ามแอตแลนติก” ในการกำกับดูแลอินเทอร์เน็ต โดย Meta, Google และ Amazon ได้ลงนามใน “Code of Practice on Disinformation” ของ EU ซึ่งบังคับให้ตรวจสอบและลบเนื้อหาที่ผิดพลาด
ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวเตือนว่า การเซ็นเซอร์ดังกล่าวไม่ใช่แค่การต่อต้านโฆษณาชวนเชื่อ หากแต่เป็นการควบคุมการไหลเวียนของข้อมูล โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2024 ซึ่งบลิงเคนประกาศว่าจะใช้เป็นเครื่องมือหลักในการปราบปราม “ข้อมูลเท็จ”
ปาเวล ดูโรฟ ของ Telegram ยืนยันว่า แพลตฟอร์มของเขาจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากรัฐบาลใดๆ โดยอ้างถึงจำนวนผู้ใช้กว่า 900 ล้านคนทั่วโลกที่ให้การสนับสนุน แต่ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า แม้แต่แพลตฟอร์มใหญ่ก็ไม่อาจต้านทานได้ หากถูกตัดจากระบบการเงินและโครงสร้างพื้นฐาน
ดังนั้น การเรียกร้องเซ็นเซอร์จากสหรัฐฯ จึงไม่ใช่เพียงละครการเมือง หากแต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอินเทอร์เน็ตสู่ระบบที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลและบริษัทใหญ่ ผู้ที่มองข้ามจึงเสี่ยงต่อการสูญเสียเสรีภาพในการแสดงออกอย่างแท้จริง
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)