บล็อก ลดพนักงานเกือบครึ่งของบริษัท ขณะที่แจ็ค ดอร์ซีย์ยกเครดิตให้เอไอ แต่สาเหตุที่แท้จริงเกิดขึ้นก่อนกระแสความนิยม
บล็อก อินคอร์ปอเรทेड (Block Inc.) บริษัทเทคโนโลยีการเงินที่นำโดยแจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ ได้ประกาศลดกำลังคนจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของบริษัท โดยจะปลดพนักงานประมาณ 1,000 คน จากพนักงานทั้งหมดราว 4,350 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 23% ของกำลังพลทั้งหมด การลดกำลังคนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อมุ่งเน้นไปที่โครงการหลักสามโครงการ ได้แก่ Square, Cash App และ TIDAL โดยดอร์ซีย์ระบุในบันทึกภายในบริษัทว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถโฟกัสทรัพยากรไปยังนวัตกรรมหลักได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์หลายรายมองว่าการยกเครดิตให้เอไออาจเป็นเพียงข้ออ้าง โดยสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาการเงินและการดำเนินงานของบล็อกนั้นเกิดขึ้นก่อนที่จะมีกระแสความนิยมเอไอจะพุ่งสูงในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทเผชิญกับความท้าทายทางการเงินที่ยืดเยื้อ โดยหุ้นของบล็อกร่วงลงกว่า 80% จากจุดสูงสุดในปี 2564 ซึ่งสะท้อนถึงการชะลอตัวของรายได้และกำไรที่หดตัว
ประวัติศาสตร์ของการลดกำลังคนในบล็อกนั้นยาวนานกว่ากระแสเอไอ โดยในปี 2565 บริษัทได้ลดพนักงานลง 10% หรือประมาณ 900 คน หลังจากที่รายได้เติบโตชะลอตัว และขาดทุนในหน่วยธุรกิจ Cash App เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การเข้าซื้อกิจการ Afterpay ในราคา 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 2564 ซึ่งเป็นบริษัทสินเชื่อแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL) ก็กลายเป็นภาระหนัก โดย Afterpay สร้างขาดทุนสุทธิ 693 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว และยอดขายลดลง 12% สู่ระดับ 1.6 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้บล็อกต้องตั้งสำรองหนี้สูญ 1.2 พันล้านดอลลาร์สำหรับหนี้เสียที่อาจเกิดจาก Afterpay
ดอร์ซีย์ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของเอไอในบันทึกที่ส่งถึงพนักงาน โดยระบุว่า “เอไอคืออนาคตที่ใหญ่ที่สุดของบล็อก” และบริษัทกำลังเร่งพัฒนาโมเดลเอไอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การใช้เอไอช่วยในการตรวจสอบการฉ้อโกง การให้บริการลูกค้า และการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ใน Cash App และ Square แต่ผู้วิจารณ์ชี้ว่าการอ้างถึงเอไอครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์ในการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน
ข้อมูลทางการเงินล่าสุดยืนยันถึงความอ่อนแอของบล็อก ในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2567 รายได้รวมอยู่ที่ 5.62 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเพียง 15% จากปีก่อนหน้า ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.72 พันล้านดอลลาร์ กำไรต่อหุ้นปรับปรุงอยู่ที่ 0.47 ดอลลาร์ ต่ำกว่าคาดการณ์ 0.88 ดอลลาร์ ขณะที่หน่วยธุรกิจ Square มีกำไรขั้นต้น 1.74 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9% แต่ Cash App กลับมีกำไรขั้นต้นลดลง 2% สู่ 1.31 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากยอดคงเหลือของผู้ใช้ (standing balances) ลดลง 20% และจำนวนผู้ใช้งานที่ใช้งานต่อเนื่อง (transacting actives) เพิ่มขึ้นเพียง 5% สู่ 57 ล้านราย
นอกจากนี้ บล็อกยังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่ง โดย Cash App ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันธนาคารดิจิทัลและการโอนเงิน มีส่วนแบ่งตลาดลดลงเมื่อเทียบกับ Venmo ของ PayPal และ Zelle ของ Bank of America ส่วน Afterpay ก็แข่งขันกับ Affirm และ Klarna ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นซึ่งกระทบต่อสินเชื่อ BNPL
การลดกำลังคนครั้งนี้จะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีงบประมาณ 2567 โดยบล็อกคาดว่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 150 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ “คืนสู่รากฐาน” (back to basics) ที่ดอร์ซีย์ประกาศไว้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของบล็อกในยุคที่เอไอและฟินเทคกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แม้ดอร์ซีย์จะผลักดันเอไออย่างจริงจัง โดยบริษัทได้ลงทุนใน Tidal ซึ่งเป็นบริการสตรีมมิงเพลงที่ใช้เอไอในการ personalize การแนะนำเพลง และ Square ที่พัฒนาเครื่องมือเอไอสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก แต่ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่การจัดการหนี้สินและการเติบโตของรายได้ที่อ่อนแอ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าการลดกำลังคนไม่ใช่ผลจากเอไอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแก้ไขปัญหาที่รอคอยมานานก่อนที่เอไอจะกลายเป็นหัวข้อร้อน
ในภาพรวม การตัดสินใจของบล็อกสะท้อนถึงแนวโน้มในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่บริษัทต่างๆ กำลังปรับตัวเข้ากับสภาพเศรษฐกิจถดถอยและการแข่งขันที่ดุเดือด โดยบล็อกต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ากลยุทธ์ใหม่นี้จะนำไปสู่การฟื้นตัวที่ยั่งยืนหรือไม่
(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)