แอนทโรปิกประกาศท้าทายฉลากความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานจากเพนตากอนในศาล โดยอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
บริษัทแอนทโรปิก (Anthropic) ผู้พัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำอย่าง Claude ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบุว่าการที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (Pentagon) หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า Department of Defense (DoD) ได้กำหนดให้บริษัทเป็น “ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain Risk) นั้น ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และบริษัทมีเจตนาจะยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อท้าทายคำสั่งดังกล่าว
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่แอนทโรปิกได้รับจดหมายแจ้งจากเพนตากอน เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567 โดยอ้างอิงมาตรา 224 ของพระราชบัญญัติอนุญาตให้ใช้เงินสำหรับกระทรวงกลาโหมประจำปีงบประมาณ 2020 (National Defense Authorization Act for Fiscal Year 2020 หรือ NDAA 2020) มาตรานี้ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในการระบุบุคคลหรือนิติบุคคลที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน โดยห้ามไม่ให้หน่วยงานของ DoD ทำสัญญาซื้อขาย สัญญาบริการ หรือใช้ผลิตภัณฑ์และบริการจากบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าว
ผลกระทบจากการกำหนดฉลากนี้มีอย่างชัดเจน โดยจะห้าม DoD และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ให้ทำธุรกรรมใด ๆ กับแอนทโรปิก ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อ จัดจ้าง หรือแม้แต่การใช้งานผลิตภัณฑ์ AI ของบริษัท ซึ่งรวมถึงโมเดล Claude ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังขยายผลไปยังผู้รับเหมาหรือซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้องกับแอนทโรปิก ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ
ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอนทโรปิก ได้ออกแถลงการณ์ส่วนตัวผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X (เดิมชื่อ Twitter) โดยระบุว่า “เราถูกเพนตากอนระบุว่าเป็นความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เราจะท้าทายคำตัดสินนี้ในศาล” เขายังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของชาติสหรัฐอเมริกา โดยชี้ให้เห็นว่าแอนทโรปิกเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยอดีตพนักงานของ OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐ และได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนชั้นนำ เช่น อเมซอน (Amazon) และกูเกิล (Google)
ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของบริษัท แอนทโรปิกยืนยันว่าบริษัทปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของสหรัฐอเมริกาอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีหลักฐานหรือเหตุผลที่ชัดเจนจากเพนตากอนในการกำหนดฉลากดังกล่าว บริษัทเรียกร้องให้เพนตากอนถอนคำสั่งและเปิดเผยข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม เพนตากอนยังไม่มีการตอบสนองอย่างเป็นทางการต่อข้อกล่าวหานี้
พื้นฐานทางกฎหมายของมาตรา 224 NDAA 2020
มาตรา 224 ของ NDAA 2020 เป็นส่วนหนึ่งของกรอบกฎหมายที่มุ่งปกป้องห่วงโซ่อุปทานของรัฐบาลสหรัฐจากความเสี่ยงด้านความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอิทธิพลต่างชาติ เช่น จีน รัสเซีย หรือชาติอื่น ๆ ที่อาจแทรกแซงเทคโนโลยีที่สำคัญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีอำนาจเด็ดขาดในการกำหนดรายชื่อ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยเหตุผลโดยละเอียดต่อสาธารณะ เพื่อเหตุผลด้านความมั่นคง คำสั่งนี้มีผลผูกพันทันทีและมีระยะเวลาหลายปี เว้นแต่จะมีการท้าทายทางกฎหมายที่สำเร็จ
ก่อนหน้านี้ มีบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งที่ถูกกำหนดในลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น Huawei และ ZTE จากจีน ซึ่งถูกห้ามใช้ในโครงข่ายของรัฐบาลสหรัฐ อย่างไรก็ตาม แอนทโรปิกเป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานใหญ่ในซานฟรานซิสโก และพนักงานส่วนใหญ่เป็นพลเมืองอเมริกัน ทำให้การกำหนดฉลากนี้สร้างความประหลาดใจให้กับวงการเทคโนโลยี
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม AI และความมั่นคงแห่งชาติ
การตัดสินใจของเพนตากอนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สหรัฐกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อแข่งขันกับจีน โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเมื่อปี 2566 เพื่อส่งเสริมการพัฒนา AI ที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ แอนทโรปิกเองก็มีบทบาทสำคัญในด้านนี้ โดยเน้นการพัฒนา AI ที่มี “ความปลอดภัยสูง” (Constitutional AI) และเคยร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐในโครงการวิจัยหลายโครงการ
หากแอนทโรปิกชนะคดีในศาล อาจนำไปสู่การทบทวนกระบวนการกำหนดฉลากความเสี่ยงใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสให้กับนโยบายด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ในทางตรงกันข้าม หากเพนตากอนชนะ จะยืนยันอำนาจเด็ดขาดของหน่วยงานรัฐในการปกป้องห่วงโซ่อุปทาน โดยไม่เปิดช่องให้มีการโต้แย้งจากภาคเอกชน
นักวิเคราะห์ในวงการมองว่าปัญหานี้อาจเกี่ยวข้องกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นของแอนทโรปิก ซึ่งได้รับการลงทุนจำนวนมากจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันจากแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ แอนทโรปิกยืนยันว่าจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องสิทธิของบริษัทและรักษาความสามารถในการสนับสนุนภารกิจของรัฐบาลสหรัฐ
สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างการส่งเสริมเทคโนโลยี AI กับมาตรการรักษาความมั่นคง โดยเฉพาะในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ บริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ กำลังจับตาดูคดีนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจกำหนดทิศทางนโยบายในอนาคต
(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)