จีนกำลังมุ่งเป้าโจมตีบุคลากรและเทคโนโลยีชิปของไต้หวันอย่างจริงจัง รายงานด้านความมั่นคงระบุ
สถาบันวิจัยกลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ (INDSR) ของไต้หวัน ได้เผยแพร่รายงานล่าสุดที่ชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์ของจีนแผ่นดินใหญ่ในการแทรกซึมและแสวงหาผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีขั้นสูง รายงานดังกล่าวชื่อว่า “ภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน” ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการสืบสวนและกรณีศึกษาต่างๆ ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน พบว่าจีนใช้กลยุทธ์ “แนวร่วม爱国” (United Front) เพื่อดึงดูดและขโมยทรัพย์สินทางปัญญา โดยมุ่งเป้าไปที่บริษัทชั้นนำอย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) และบริษัทอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทานชิป
กลยุทธ์หลักที่จีนนำมาใช้ในการโจมตีบุคลากรชิปของไต้หวัน สามารถแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ โดยเริ่มจากการล่อลวงบุคลากรด้วยค่าตอบแทนสูงและสภาพแวดล้อมการทำงานที่น่าดึงดูด รายงานระบุว่าบริษัทจีนแผ่นดินใหญ่ เช่น Semiconductor Manufacturing International Corporation (SMIC) และ Yangtze Memory Technologies (YMTC) ได้เสนอเงินเดือนสูงถึงสองเท่าของระดับไต้หวัน พร้อมสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น บ้านพักและการสนับสนุนครอบครัว เพื่อดึงดูดวิศวกรและนักวิจัยที่มีประสบการณ์ในกระบวนการผลิตชิปขนาด 5 นาโนเมตรและเล็กลงไปอีก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีวิศวกร TSMC กว่า 100 คนที่ถูกดึงตัวไปทำงานกับ SMIC ในช่วงปี 2565-2566 ซึ่งช่วยให้ SMIC สามารถเร่งพัฒนาเทคโนโลยีชิปขั้นสูงได้อย่างรวดเร็ว แม้จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ จีนยังใช้รูปแบบการจารกรรมทางกายภาพและทางไซเบอร์อย่างเป็นระบบ รายงานยกตัวอย่างกรณีพนักงาน TSMC ชาวไต้หวันที่ถูกจับกุมในปี 2566 ขณะพยายามลักลอบขนส่งข้อมูลเทคโนโลยีการผลิตชิปขนาด 7 นาโนเมตรและ 5 นาโนเมตรไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ โดยบุคคลเหล่านี้ได้รับการติดต่อจากตัวแทนของหน่วยงานข่าวกรองจีน เช่น Ministry of State Security (MSS) ซึ่งสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนมหาศาลหากสำเร็จ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นมากถึง 12 คดีในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับพนักงานระดับกลางถึงสูงของ TSMC และ United Microelectronics Corporation (UMC) สำหรับการโจมตีทางไซเบอร์ รายงานชี้ว่ากลุ่มแฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน เช่น APT40 และ APT41 ได้บุกรุกเครือข่ายของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ไต้หวันหลายครั้ง เพื่อขโมยข้อมูลการออกแบบชิป (IP) และสูตรกระบวนการผลิต โดยเฉพาะชิปสำหรับอุปกรณ์ 5G, AI และยานยนต์ไฟฟ้า
รายงานยังวิเคราะห์ถึงโครงสร้างการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนที่อยู่เบื้องหลังกิจกรรมเหล่านี้ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) ของจีนได้จัดตั้ง “กองทุนพิเศษเพื่อดึงดูดบุคลากรเซมิคอนดักเตอร์” มูลค่ากว่า 10,000 ล้านหยวน (ประมาณ 45,000 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนบริษัทเอกชนในการรับสมัครบุคลากรจากต่างประเทศ รวมถึงไต้หวัน นอกจากนี้ จีนยังใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ โดยเน้นยอดเงินเดือนสูงและโอกาสก้าวหน้าในอุตสาหกรรมชิปของจีน ซึ่งช่วยให้สามารถเข้าถึงบุคลากรหนุ่มสาวที่มีศักยภาพสูง
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันนั้นรุนแรงอย่างยิ่ง เนื่องจากไต้หวันครองส่วนแบ่งตลาดการผลิตชิปขั้นสูงกว่า 90% ของโลก รายงานประเมินว่าการสูญเสียบุคลากรและเทคโนโลยีอาจทำให้จีนสามารถลดช่องว่างเทคโนโลยีจากไต้หวันได้ภายใน 3-5 ปี โดยเฉพาะในด้านชิปขนาด 3 นาโนเมตรและ 2 นาโนเมตร ซึ่ง TSMC กำลังนำหน้า หากไม่มีการป้องกัน จีนอาจบรรลุเป้าหมาย “Made in China 2025” ในส่วนเซมิคอนดักเตอร์ได้เร็วกว่าที่คาดการณ์
เพื่อรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว รัฐบาลไต้หวันได้ออกมาตรการเข้มงวดหลายประการ ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา เช่น การบังคับให้พนักงานเซมิคอนดักเตอร์ต้องรายงานการติดต่อกับหน่วยงานจีน การเพิ่มบทลงโทษสำหรับการจารกรรมทางเทคโนโลยีสูงสุดถึงจำคุก 12 ปี และการร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการตรวจสอบการไหลออกของบุคลากร TSMC เองได้เพิ่มระบบตรวจสอบภายในและการฝึกอบรมด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ให้พนักงาน นอกจากนี้ กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวันยังได้จัดตั้ง “คณะทำงานพิเศษด้านความมั่นคงเซมิคอนดักเตอร์” เพื่อติดตามและตอบโต้กิจกรรมของจีนอย่างต่อเนื่อง
รายงานของ INDSR สรุปว่าภัยคุกคามจากจีนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสงครามเย็นทางเทคโนโลยีที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเรียกร้องให้ไต้หวันเร่งเสริมสร้างกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพิ่มการลงทุนในระบบป้องกันไซเบอร์ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและยุโรป เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมชิปโลก หากไต้หวันสามารถป้องกันได้สำเร็จ จะไม่เพียงปกป้องเศรษฐกิจของตน แต่ยังช่วยรักษาสมดุลทางเทคโนโลยีระดับโลกอีกด้วย
(จำนวนคำประมาณ 728 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)