ยานน์ เลกอง ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับสูงของเมตา กำลังเปิดตัวบริษัทใหม่ชื่อ “เอมี แล็บส์” (Ami Labs) เพื่อพัฒนาระบบ AI ที่ขับเคลื่อนด้วยวัตถุประสงค์ (objective-driven AI) ซึ่งเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ในการไล่ตามเป้าหมาย โดยบริษัทนี้จะมุ่งเน้นการสร้างตัวแทน AI (AI agents) ที่สามารถวางแผนและดำเนินการในโลกจริงเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
เลกอง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกด้านการเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) และผู้ได้รับรางวัลทิ้วริงเกอร์ (Turing Award) ในปี 2562 ร่วมกับเยฟฟรีย์ ฮินตัน และโยชัว เบนจิโอ ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่แตกต่างจากกระแสหลักของอุตสาหกรรม AI มานาน โดยเขาเชื่อว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (large language models หรือ LLMs) เช่น ChatGPT ที่อาศัยการทำนายคำถัดไปนั้นไม่เพียงพอต่อการสร้าง AI ทั่วไป (artificial general intelligence หรือ AGI) ที่แท้จริง เลกองมองว่า AI ควรเรียนรู้เหมือนสัตว์และมนุษย์ ซึ่งใช้พลังงานสมองน้อยแต่สามารถปรับตัวและไล่ตามเป้าหมายในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เอมี แล็บส์” จะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับพัฒนา AI ที่เรียกว่า “เอมี” (Ami) ซึ่งย่อมาจาก “Animal-Machine Intelligence” โดยระบบนี้จะรวมการรับรู้ (perception) การวางแผน (planning) การตัดสินใจ (decision-making) และการกระทำ (action) เข้าด้วยกัน เพื่อให้ AI สามารถโต้ตอบกับโลกกายภาพและดิจิทัลได้อย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น AI อาจวางแผนเส้นทางเดินทาง ทำอาหาร หรือแม้กระทั่งเล่นกีฬา โดยอาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงแทนการพึ่งพาข้อมูลข้อความจำนวนมหาศาล
เลกองอธิบายว่า แนวทางของเขาจะใช้สถาปัยกรรม “เจฮีอาร์เอ็นเอ็น” (JEPA หรือ Joint Embedding Predictive Architecture) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เขาและทีมที่เมตาพัฒนาขึ้น โดย JEPA ช่วยให้ AI ทำนายส่วนที่ถูกซ่อนของโลกแทนการคัดลอกข้อมูล ซึ่งคล้ายกับวิธีที่สมองมนุษย์คาดการณ์อนาคตจากข้อมูลที่เห็นเพียงบางส่วน บริษัทจะเริ่มต้นด้วยการสร้าง “เวิลด์ เมโมรี่” (world memory) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เก็บสถานะของโลกเสมือนจริง เพื่อให้ AI สามารถจำและเรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์ซ้ำๆ ได้
ทีมผู้ก่อตั้งเอมี แล็บส์ประกอบด้วยนักวิจัยชั้นนำจากเมตา ลา โรบอติกส์ (Meta’s Llama team) และสถาบันอื่นๆ เช่น อเล็กซานเดอร์ คิเซเลฟ (Alexander Kiselev) ผู้เชี่ยวชาญด้านการมองเห็นด้วยคอมพิวเตอร์ และลูอิส ซี. เมอร์เรย์ (Lewis C. Murray) ผู้พัฒนาโมเดล V-JEPA บริษัทได้รับเงินทุนเริ่มต้น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุน เช่น แอนดรีเซน ฮอโรวิทซ์ (a16z) และอื่นๆ โดยเลกองจะทำงานแบบพาร์ทไทม์ควบคู่กับตำแหน่งที่เมตา เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์
เป้าหมายหลักของเอมี แล็บส์คือการเร่งการพัฒนา AI ระดับสัตว์ (animal-level AI) ก่อนก้าวสู่ AGI โดยเลกองคาดการณ์ว่า AI แบบนี้จะปฏิวัติอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น หุ่นยนต์ในโรงงาน การแพทย์ส่วนบุคคล และการขนส่งอัจฉริยะ อย่างไรก็ตาม เขายังเตือนถึงความเสี่ยง โดยยืนยันว่า AI ที่ขับเคลื่อนด้วยวัตถุประสงค์จะปลอดภัยกว่า LLMs ที่อาจถูกหลอกลวงได้ง่าย เนื่องจากมีกลไกตรวจสอบวัตถุประสงค์ในตัว
ในบริบทของการแข่งขัน AI ที่ร้อนระอุระหว่างเมตา โอเพ่นเอไอ (OpenAI) แอนทโรปิก (Anthropic) และกูเกิล เอมี แล็บส์ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนปรัชญาของเลกองซึ่งเน้นความยั่งยืนและประสิทธิภาพมากกว่าขนาดโมเดลที่ใหญ่โต การเปิดตัวบริษัทนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือว่าเมตากำลังปรับโครงสร้างทีม AI โดยเลกองยืนยันว่าเขายังคงมุ่งมั่นกับเมตา แต่ต้องการพื้นที่ทดลองไอเดียใหม่ๆ นอกกรอบองค์กรขนาดใหญ่
นักวิเคราะห์เห็นด้วยว่า แนวทางของเอมี แล็บส์อาจแก้ปัญหาคอขวดของ LLMs เช่น การหลอน (hallucination) และการขาดความเข้าใจเชิงกายภาพ โดยดร. อารี อีลีออปูลอส (Ari Eliopoulos) จากสถาบันฟิวเจอร์ ออฟ ไลฟ์ (Future of Life Institute) กล่าวว่า “นี่คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่จำเป็น เพื่อให้ AI ไม่ใช่แค่พูดเก่ง แต่ทำได้จริง”
เอมี แล็บส์วางแผนเปิดตัวเดโมแรกในปี 2569 โดยมุ่งเป้าไปที่แอปพลิเคชันหุ่นยนต์และตัวแทนดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถนำ AI ไปใช้ในงานจริงได้ทันที การก่อตั้งบริษัทนี้ไม่เพียงยืนยันสถานะของเลกองในฐานะผู้นำทางความคิด แต่ยังจุดประกายการพัฒนา AI รุ่นถัดไปที่เน้นการกระทำมากกว่าการสนทนา
(จำนวนคำประมาณ 720 คำ)
This Article is sponsored by Gnoppix AI (https://www.gnoppix.org)